วิวัฒนาการทางการบริหาร
ตามวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ การบริหารเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับมนุษย์เพียงแต่บางช่วงเวลา หรือบางสถานการณ์ภายใต้บริบทของสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ การบริหารได้แฝงอยู่ในการดำรงชีวิตในสังคม และในช่วงเวลาหรือสถานการณ์หนึ่ง การบริหารได้แสดงบทบาทในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม ตำราหลายเล่มได้พยายามจำแนกวิวัฒนาการของการบริหารต่างกัน ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้
ดร.นิพนธ์ กินาวงศ์ (หลักบริหารการศึกษา) ได้แบ่งยุคบริหารเป็น 4 ยุค ดังนี้
ยุคที่ 1 ยุควิทยาศาสตร์ (Scientific Management) (ค.ศ. 1910 – 1935) ยุคที่ 2 ยุคมนุษยสัมพันธ์ (Human Relations) (ค.ศ. 1930 – 1950) ยุคที่ 3 ยุคพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) (ค.ศ. 1950 – 1970) ยุคที่ 4 ยุคการบริหารเชิงระบบ (Systems Approach) (ค.ศ. 1970 – ปัจจุบัน)
ดร.จุฑา เทียนไทย (การจัดการมุมมองนักบริหาร ) ได้จำแนกยุคการบริหารเป็น 3 มิติ ดังนี้
มิติที่ 1 การบริหารแบบดั้งเดิม หรือแบบเก่า (Traditional Model)มิติที่ 2 การบริหารแบบมนุษยสัมพันธ์ (Human Relations Model)มิติที่ 3 การบริหารแบบทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Model
นอกจากนี้ ในบางตำรา ยังได้เพิ่มยุคการบริหารขึ้นอีก คือ ยุคโบราณ (ยุคก่อน ค.ศ. 1900) เป็นยุคของการบริหารที่ไม่มีหลักเกณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่หมายถึงการบริหารแบบเผด็จการ
ความหมายของการบริหาร
ศาสตราจารย์ชุบ กาญจนประกร กล่าวว่า การบริหาร หมายถึง การทำงานของคณะบุคคล ตั้งแต่ 2คนขึ้นไป ที่ร่วมกันปฎิบัติการให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน ( อ้างใน สมพงศ์ เกษมสิน , 2521 )
ศาสตราจารย์สมพงศ์ เกษมสิน ( 2521 ) ได้สรุปว่า การบริหาร คือ การใช้ศาสตร์และศิลป์ นำเอาทรัพยากรณ์( Administrative Resouroes ) มาประกอบการตามกระบวนการ (Process of administration )ให้บรรลุวัตถุที่ประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฟิลเลอร์. เฟสอีและคณะ ได้ให้ความหมายของการบริหารว่า การบริหารเป็นกระบวนการที่มีการวางแผน การจัดองค์กร การเป็นผู้นำและการควบคุมทำให้องค์การเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โอเวส.จีสและคณะ การบริหารเป็นกระบวนการควบคุมบุคคลตั้งแต่คนหรือหลายคน เพื่อทำกิจกรราร่วมกัน เพื่อให้สำเร็จโดยบุคคลเพียงคนเดียว
ไพฑูรย์ ช่างเรียน (2535 : 17) กล่าวถึงความหมายการบริหารว่า หมายถึง ระบบที่ประกอบไปด้วยกระบวนการในการเอาทรัพยากรทางการบริหารทั้งวัตถุและคนมาดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีคุณภาพ
ธงชัย สันติวงษ์ (2536 : 11) กล่าวถึงความหมายของการบริหารว่า การบริหารเป็นงานของหัวหน้างานทุกคนที่ต้องปฏิบัติในฐานะที่เป็นผู้นำของกลุ่ม ซึ่งจะต้องมีภารกิจในการเป็นผู้ทำ การจัดระเบียบทรัพยากรต่างๆ และประสานกิจกรรมเพื่อให้เกิดความสำเร็จขององค์กร
เสนาะ ติเยาว์ (2543 : 1) ได้ให้ความหมายการบริหารว่า การบริหารเป็นกิจกรรมในการใช้ทรัพยากรขององค์กรให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
จากความหมายของการบริหารที่กล่าวมา อาจสรุปได้ว่า การบริหาร คือ กระบวนการทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของบุคคลและกลุ่ม ผู้บริหารเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของงานที่เกิดขึ้น รวมทั้งการบริหารยังถือเป็นศาสตร์ที่มีวิทยาการสามารถเรียนรู้ได้ และเป็นทั้งศิลป์ที่มีลักษณะเกี่ยวกับการปฏิบัติ การประยุกต์ศาสตร์ต่างๆ เพื่อมาใช้ในการบริหาร
แนวคิดการบริหาร
แนวคิดการบริหารมีพัฒนาการมาพร้อมๆ กับวิวัฒนาการทางการบริหาร ซึ่งสามารถอธิบายแนวคิดในการบริหารได้ดังนี้
ยุควิทยาศาสตร์ (Scientific Management) (ค.ศ. 1910 – 1935) หรือมีลักษณะการบริหารแบบดั้งเดิม หรือแบบเก่า (Traditional Model)เป็นยุคของ Frederic W Talor (1910) วิศวกรชาวอเมริกัน ผู้ที่ถือว่าเป็น “บิดาแห่งการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์” ประกาศแนวคิดสำคัญ 4 ประการ ในการบริหารงานเชิงวิทยาศาสตร์ ได้แก่ 1. One best way (หาวิธีที่ดีที่สุด) 2. Put the right man to the right job (จัดคนให้เหมาะกับงาน) 3. Equal work, Equal pay (งานเท่ากัน เงินเท่ากัน) 4. Specification and Division of work (เน้นความชำนาญ และการแบ่งงานกันทำ)
ซึ่งแนวคิดข้างต้นเป็นแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์
ยุคมนุษยสัมพันธ์ (Human Relations) (ค.ศ. 1930 – 1950) เป็นยุคแห่งการวิจัยที่มีชื่อเสียงที่เรียกว่า Hawthorne Experiment (การทดลองฮอร์ธอร์น) โดย Elton Mayo (เอลตัน เมโย) และคณะ ทำการทดลองระหว่าง ค.ศ. 1927-1932 โดยได้วิจัยความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะจิตใจและร่างกายของคนทำงานตลอดจนสภาพแวดล้อม สถานที่ทำงาน ที่มีผลต่อผลผลิตและคุณภาพการผลิต โดยออกแบบการวิจัยให้มีทั้งการสังเกต สัมภาษณ์ ทดลอง และการกำหนดตัวแปร ทั้งนี้เป็นแนวคิดการศึกษาเชิงมนุษยสัมพันธ์
ยุคพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) (ค.ศ. 1950 – 1970) การบริหารที่ต้องการให้งานขององค์การดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพต้องมีทางเลือกในการแก้ปัญหา(Alternative)หลายๆทางและควรเลือกทางในการแกปัญหาที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดแต่สามารถทำงานบรรลุผล
ยุคการบริหารเชิงระบบ (Systems Approach) (ค.ศ. 1970 – ปัจจุบัน) เน้นแนวคิดค้นหาสาเหตุของความจำเป็น ตรวจสอบดูสาเหตุของความจำเป็น ตั้งมาตรการในการดำเนินโครงการ
ทรัพยากรในการบริหาร แบ่งแยกได้เป็น 4 ประเภท หรือเรียกย่อ ๆ ว่า 4 M คือ
(1) มนุษย์ (Man)
(2) เงิน (Money)
(3) วัสดุเครื่องใช้ (Material) และ
(4) ความสามารถในการจัดการ (Management)
ทฤษฎีในการบริหาร
ทฤษฎีการบริหาร (Management Theory) สามารถเรียงลำดับความพัฒนาการศึกษาแต่ละแนวคิดได้ดังนี้ 1. การศึกษาการบริหารแบบคลาสสิค (Classical management approach)
- การจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ (Scientific management)- การจัดการตามระบบราชการ (Bureaucratic management)- การจัดการตามแบบหลักการบริหาร (Administrative management)
2. การศึกษาการจัดการเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral management approach)
- การศึกษาทางจิตวิทยาอุตสาหกรรม (industrial psychology approach)
- ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ (Hierarchy of needs theory) หรือทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์ (Maslow'stheory of motivation)
- ทฤษฎี X และทฤษฎี Y3. การศึกษาการจัดการเชิงปริมาณ (The quantitative management approach)
- ศาสตร์การจัดการ(Management science) หรือการวิจัยการปฏิบัติการ (Operation research)
- การจัดการปฏิบัติการ(Operations management)
- ระบบข้อมูลการจัดการ(Management System : MIS)4. กลุ่มทฤษฎีการบริการ ที่เพิ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาในระยะหลังๆ(Recent development in managementtheory)
- ทฤษฎีระบบ(System theory)- ทฤษฎีจัดการเชิงสถานการณ์(Contingency theory)- ทฤษฎี Z ของ Ouchi- TQM : Total Quality Management
ทฤษฏีระบบ
ทฤษฎีระบบ (Systems throry) จัดเป็นสาขาวิชาเกิดขึ้นช่วงปลายทศวรรษที่ 20 ทฤษฎีระบบเป็นสาขาวิชาที่พัฒนาขึ้นโดยอาศัยแนวความคิดหลายสาขา โดยทำแนวคิดจากหลายสาขาวิชามาประยุกต์ผสมผสานสร้างเป็นทฤษฎีระบบขึ้นมา
ระบบ หมายถึง ส่วนประกอบต่าง ๆ ซึ่งประกอบกันขึ้นมาเป็นหนึ่งเดียว มีความสัมพันธ์กันในทางหนึ่งทางใดรวมกลุ่มอยู่ด้วยกัน กระทำการเพื่อความสำเร็จตามที่ต้องการ และการเคลื่อนไหวในส่วนหนึ่งจะมีปฏิกิริยากระทบต่อส่วนอื่น ๆ ด้วย ส่วนประกอบแต่ละส่วนก็เป็นระบบย่อยในตัวของมันเอง โดยส่วนประกอบย่อย ๆ หลายส่วนรวมกันอยู่เช่นกัน เช่น องค์การเป็นระบบซึ่งประกอบไปด้วยฝ่ายการผลิต ฝ่ายการตลาด และฝ่ายการเงิน ฯลฯ ในขณะเดียวกัน ที่ฝ่ายต่าง ๆ ก็เป็นระบบซึ่งประกอบด้วยระบบย่อยลงไปอีกคือ ประกอบไปด้วยงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงใดที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของระบบย่อยมีผลกระทบต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่ หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ระบบคือกลุ่มของส่วนที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน
จากการพิจารณากิจกรรมในรูปของระบบจึงหมายความว่า กิจกรรมหนึ่ง ๆ อาจเป็นผลมาจาก กิจกรรมย่อย ๆ หลาย ๆ กิจกรรมรวมกันก็ได้ ซึ่งในระหว่างกิจกรรมเหล่านั้น การกระทำส่วนหนึ่งของ กิจกรรมหนึ่ง ก่อให้เกิดปฏิกิริยาขึ้นส่วนอื่น ๆ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ระบบที่เน้นความสนใจเฉพาะภายในระบบคือ ระบบปิด และระบบที่ขยายความสนใจไปถึงระบบภายนอกที่ใหญ่กว่าก็คือ ระบบเปิด ระบบเปิดนี้ถือว่า องค์การเป็นระบบย่อยของระบบที่เป็นสภาพแวดล้อมภายนอกอีกทีหนึ่ง วิธีการเชิงระบบเห็นว่า ระบบการบริหาร ซึ่งหมายถึง การจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนั้น มีลักษณะเป็นระบบที่คล้ายกับระบบทางกายภาพและทางชีววิทยา และเห็นว่าในระบบบริหารนั้นประกอบด้วยระบบใหญ่และระบบย่อย ระบบเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดตัวแปร ตัวคงที่ ซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกันและการติดต่อสื่อสาร และต้องมีปัจจัยนำเข้า (input) กับปัจจัยนำออก (output) ไว้
คุณลักษณะของระบบ ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
¨ ส่วนต่าง ๆ ของระบบจะอยู่ในสถานะที่เคลื่อนไหวได้ โดยเหตุที่สิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่ละสิ่งต่างก็มีคุณสมบัติและกำลังความสามารถของมัน
¨ การเคลื่อนไหวหรือแสดงออกของส่วนต่าง ๆ จะมีปฏิกิริยากระทบต่อกันเสมอ เมื่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีลักษณะรวมตัวอยู่ด้วยกัน การเคลื่อนไหวหรือการแสดงออกของแต่ละส่วน จึงย่อมก่อให้เกิดปฏิกิริยากระทบและตอบโต้ซึ่งกันและกัน
¨ ในระบบหนึ่ง ๆ จะประกอบด้วยระบบย่อยต่าง ๆ (subsystems) และภายในระบบย่อยก็อาจประกอบด้วยระบบย่อยลงไปอีกได้
¨ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ณ ส่วนใดส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบ ย่อมทำให้มีผลกระทบที่ ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ (chain of effects) และจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงส่วนอื่นของระบบด้วยความสมดุลจึงเกิดขึ้นได้ หรือในทำนองเดียวกันอาจกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของระบบย่อยอันใดอันหนึ่ง ย่อมสามารถทำให้กระทบกระเทือนถึงระบบที่ใหญ่กว่าได้ด้วยเช่นกัน
วิธีการศึกษาองค์การในลักษณะระบบ อาจแยกพิจารณาได้เป็น 2 แนวทาง คือ
¨ การศึกษาองค์การในลักษณะระบบปิด
เป็นการศึกษาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสตร์ทางกายภาพศึกษาถึงการตัดสินใจที่จะแก้ไขปัญหาภายในตัวของระบบเอง การแก้ไขและตัดสินปัญหาเป็นไปตามเหตุผล ซึ่งเหตุผลดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์และระเบียบที่ได้ตั้งไว้ องค์การถูกพิจารณาว่าเป็นปัจจัยอิสระจากสภาพแวดล้อมภายนอก
¨ การศึกษาองค์การลักษณะระบบเปิด
ลักษณะระบบเปิดทำให้ระบบทาง ชีววิทยา และสังคมเป็นระบบที่เคลื่อนไหว มีความสัมพันธ์กับภาวะแวดล้อม ระบบเปิดมิได้คำนึงถึงแต่ด้านความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม แต่ระบบเปิดยังคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ที่อยู่ภายในองค์การระบบเปิด ปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมตลอดเวลา โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และขบวนการของปัจจัยต่าง ๆ ภายใน
สำหรับระบบเปิดนั้น จะมีลักษณะที่มีความหมายกว้างกว่าและสมบูรณ์กว่าระบบปิด ทั้งนี้เพราะคุณลักษณะของระบบเปิดจะขยายความสนใจไปถึงระบบภายนอก ที่ภายนอกองค์การการควบคุมกันไปกับตัวองค์การอีกด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบเปิดนี้ก็ยังคงถือว่าองค์การธุรกิจเป็นระบบ ๆ หนึ่ง และองค์การนี้เองจะอยู่ภายในระบบ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การอีกหนึ่ง ระบบที่อยู่ภายนอกองค์การนี้ก็คือ กิจกรรมของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบของสภาพแวดล้อม และซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับระบบขององค์การอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
ที่มา :
http://gotoknow.org/blog/sombatn-ednuqakm/95658
http://www.edu.tsu.ac.th/major/administration/Data
http://www.geocities.com/mutmba11/hhr.doc.
http://www.geocities.com/dol_nida/Strategic_01.htm
http://eclassnet.kku.ac.th/etraining/file/1068439825-manoon%2001.doc.
http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=wethai&id=25
http://www.supoldee.icspace.net/conten/theorySystem1.htm
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)